เคยคิดไหมคะว่า ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว Bitcoin ที่เราสะสมมาทั้งชีวิต หรือภาพ NFT ราคาแพงในกระเป๋า MetaMask จะตกไปอยู่ที่ไหน คำตอบที่น่ากลัวคือ “มันจะหายไปตลอดกาล” ค่ะ
ต่างจากบัญชีธนาคารหรือหุ้น ที่ทายาทสามารถถือใบมรณะบัตรไปยื่นเรื่องขอจัดการมรดกได้ แต่โลกของสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) นั้นทำงานบนระบบ Decentralized ที่ “ไม่มีใครเป็นเจ้าของ” นอกจากคนถือ Private Key หรือ Seed Phrase เท่านั้น ไม่มีปุ่ม “ลืมรหัสผ่าน” และไม่มี Call Center ให้โทรไปอายัด
มีสถิติระบุว่า Bitcoin หลายล้านเหรียญต้องกลายเป็นเหรียญตาย (Zombie Coins) ที่ไม่มีวันขยับเขยื้อน เพราะเจ้าของเสียชีวิตไปโดยไม่ได้บอกรหัสผ่านให้ใครรู้

แยกให้ออก เก็บไว้ที่ไหน วิธีส่งต่อไม่เหมือนกัน
ก่อนอื่นต้องเช็กก่อนค่ะว่าสินทรัพย์ของคุณเก็บไว้ที่ไหน เพราะแต่ละที่ใช้วิธีจัดการต่างกันโดยสิ้นเชิง
1. เก็บไว้บน Exchange (เช่น Bitkub, Binance) อันนี้เหมือนฝากเงินไว้ธนาคารค่ะ Exchange เป็นผู้ดูแลกุญแจให้เรา (Custodial Wallet)
- วิธีส่งต่อ ระบุชื่อบัญชีและชื่อ Exchange ลงในพินัยกรรมปกติได้เลย เมื่อเราเสียชีวิต ผู้จัดการมรดกสามารถนำคำสั่งศาลไปยื่นต่อบริษัท Exchange เพื่อขอโอนสิทธิ์หรือขายเหรียญแล้วนำเงินมาแบ่งทายาทได้ ตามระเบียบของแต่ละบริษัท
2. เก็บไว้เอง (Hardware Wallet / DeFi Wallet) อันนี้คือโจทย์หินค่ะ เพราะคุณคือนายธนาคารของตัวเอง (Self-Custody) ถ้าคุณไม่บอก Seed Phrase (คำศัพท์ 12-24 คำ) ให้ใครรู้ ก็ไม่มีใครในโลก ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือแฮกเกอร์ ที่จะเปิดเอาเงินออกมาได้
อย่าเขียนรหัสผ่านลงในพินัยกรรมเด็ดขาด
ข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด คือการเขียน Seed Phrase หรือ Private Key ลงไปในกระดาษพินัยกรรมฉบับจริงค่ะ ทำไมถึงห้าม เพราะพินัยกรรมเมื่อเปิดอ่าน อาจต้องผ่านตาคนหลายคน ทั้งทนายความ พยาน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ หากรหัสผ่านเหล่านี้หลุดรอดออกไป เงินในกระเป๋าอาจถูกโอนออกไปเกลี้ยงก่อนจะถึงมือลูกหลาน
วิธีที่แนะนำคือการ “แยกส่วนความลับ” (Shamir’s Secret Sharing) ค่ะ
- ส่วนที่ 1 ระบุในพินัยกรรมแค่ว่า “ฉันมีสินทรัพย์ดิจิทัลเก็บอยู่ใน Hardware Wallet ยี่ห้อ Ledger อยู่ที่ตู้เซฟหมายเลข…” (บอกแค่ว่ามีของอยู่ที่ไหน)
- ส่วนที่ 2 จด Seed Phrase ใส่กระดาษ หรือแผ่นเหล็ก แล้วนำไปฝากไว้ในตู้เซฟธนาคาร หรือตู้เซฟที่บ้านที่ทายาทรู้รหัส
- ส่วนที่ 3 เขียน “ลายแทง” วิธีการเข้าถึง (เช่น ต้องใช้ PIN Code อะไร หรือต้องกู้คืนกระเป๋ายังไง) แยกไว้อีกที่หนึ่ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ใช้เทคโนโลยี Dead Man’s Switch
สำหรับสายเทคฯ ที่ไม่อยากพึ่งพากระดาษ การใช้ระบบ Dead Man’s Switch เป็นทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ มันคือโปรแกรมอัตโนมัติที่เราตั้งค่าไว้ว่า “ถ้าเราไม่ออนไลน์ หรือไม่มีการเคลื่อนไหวบัญชีเกิน 6 เดือน” ให้ระบบส่งอีเมลอัตโนมัติไปหาลูกหลาน หรือทนายความของเรา โดยในอีเมลนั้นอาจแนบไฟล์ที่เข้ารหัส (Encrypted File) ซึ่งบรรจุข้อมูลสำคัญในการเข้าถึงสินทรัพย์ไว้
ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ประยุกต์ใช้ได้คือ Google Inactive Account Manager ที่จะแชร์ข้อมูลบัญชี Google (ซึ่งอาจมีไฟล์รหัสผ่านของเราใน Drive) ให้คนที่เราไว้ใจโดยอัตโนมัติเมื่อเราขาดการติดต่อไป
สอนทายาทให้ “ใช้เป็น” สำคัญกว่า “ให้รหัส”
มีกุญแจแต่ไขไม่เป็น ก็มีค่าเท่ากับศูนย์ค่ะ ปัญหาใหญ่คือลูกหลานหลายคนไม่เข้าใจเรื่อง Crypto เลย ต่อให้ได้ Seed Phrase ไป ก็อาจจะเผลอไปกรอกในเว็บปลอมจนโดนขโมย หรือทำ Hardware Wallet ล็อกเพราะกดรหัสผิด
สิ่งที่คุณต้องทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่คือ Crypto Literacy ค่ะ สอนภรรยา สอนลูก หรือสอนคนที่คุณไว้ใจให้รู้วิธีการใช้งานเบื้องต้น
- สอนวิธีเสียบ Hardware Wallet
- สอนวิธีกู้คืนกระเป๋าจาก Seed Phrase
- สอนวิธีโอนเหรียญไปขายเป็นเงินบาท
การทำคู่มือการใช้งาน (Manual) ฉบับภาษาคนทั่วไป แนบไว้กับพินัยกรรม จะเป็นความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับพวกเขาค่ะ
เรื่องความตายไม่มีใครรู้วันล่วงหน้าค่ะ การทำพินัยกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่เรื่องแช่งตัวเอง แต่คือความรับผิดชอบของนักลงทุนที่ดี
เริ่มจากการทำบัญชีทรัพย์สิน (Asset Inventory) ออกมาว่าเรามีเหรียญอะไร อยู่ที่เชนไหน และเก็บไว้ที่ไหนบ้าง จากนั้นปรึกษาทนายความเพื่อร่างพินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือจัดเก็บ Seed Phrase ในที่ที่ปลอดภัยแต่ทายาทเข้าถึงได้ อย่าให้ Bitcoin ที่คุณ HODL มาเป็นสิบปี ต้องกลายเป็นสมบัติที่สาบสูญไปพร้อมกับคุณนะคะ
